จานอนแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นวัตกรรม

การดูแลรักษาคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์เมื่อใช้ไประยะหนึ่งจะมีการเสื่อมชำรุดไปตามสภาพระยะเวลาที่ใช้งานผู้ใช้คอมพิวเตอร์จึงควรเอาใจใส่ดูแลและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม
สม่ำเสมอเพื่อเพิ่มอายุ การใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะช่วยให้สามารถ ประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงหรือการเปลี่ยนอุปกรณ์
   สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมที่คอมพิวเตอร์ของคุณจะทำงานได้ดีนั้นคืออย่างไร เช่น ในห้องคอมพิวเตอร์ของคุณควรจะมีอุณหภูมิสูงเท่าไรมีความชื้นไม่เกินเท่าไร ขีดจำกัดของการทำงานเป็นอย่างไรระยะเวลาในการทำงานของเครื่องเป็นอย่างไรดังนั้นห้องทำงานด้านคอมพิวเตอร์จึงควรเป็นห้องปรับอากาศที่ปราศจากฝุ่นและความชื้น ซอฟแวร์แผ่นดิสก์ที่เก็บซอฟแวร์และไฟล์ข้อมูล หรือสารสนเทศนั้นอาจเสียหายได้ ถ้าหากว่าแผ่นดิสต์ได้รับการขีดข่วนได้รับความร้อนสูงหรือตกกระทบกระแทกแรงๆ สิ่งที่ทำลายซอฟแวร์ได้แก่ ความร้อน ความชื้น ฝุ่น ควัน และการฉีดสเปรย์พวกน้ำยาหรือน้ำหอม ต่าง ๆ เป็นต้น การทำความสะอาดระบบคอมพิวเตอร์
1. ไม่ควรทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่ ถ้าคุณจะทำความ สะอาดเครื่อง ควรปิดเครื่องทิ้งไว้ 5 นาที ก่อนลงมือทำความสะอาด
2. อย่าใช้ผ้าเปียก ผ้าชุ่มน้ำ เช็ดคอมพิวเตอร์อย่างเด็ดขาด ใช้ผ้าแห้งดีกว่า
3. อย่าใช้สบู่ น้ำยาทำความสะอาดใด ๆ กับคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้ระบบของเครื่อง เกิดความเสียหาย
4. ไม่ควรฉีดสเปรย์ใด ๆ ไปที่คอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
5. ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ
6. ถ้าคุณจำเป็นต้องทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรดใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด ที่คู่มือแนะนำไว้เท่านั้น
7. ไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มต่าง ๆ ในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์
8. ไม่ควรกินของคบเคี้ยวหรืออาหารใด ๆ ขณะทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์







นวัตกรรมเครื่องสำอางนาโน

นาโน คือ รูปแบบของสิ่งที่มีขนาดเล็กมากในทางฟิสิกส์ นาโนเป็นหน่วยวัดที่มีขนาดความเล็กถึง 10-9 นาโนเทคโนโลยี จึงเป็นกระบวนการย่อขนาดโมเลกุลของสารต่าง ๆ ให้เล็กลง เพื่อเสริมคุณสมบัติพิเศษ เช่น กันน้ำ ซึมซาบได้ดี ช่วยเพิ่มการสะท้อนรังสี ยับยั้งการเกิดและเติบโตของแบคทีเรีย เป็นต้น

โดยทั่วไปคนมักเข้าใจผิดกันมากว่า เครื่องสำอางนาโน คือ เครื่องสำอางที่ มีนาโนเป็นสารประกอบ เช่นเดียวกับสารชนิดอื่น ๆ เช่น วิตามิน คอลลาเจน แต่จริง ๆ แล้วเครื่องสำอางนาโนเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ขั้นตอนการผลิตแบบนาโน ดังต่อไปนี้

- การย่อขนาด เดิมทีสารบำรุง ในเครื่องสำอาง เช่น โลชั่นหรือครีม จะมีเป็นสารอนุภาคใหญ่กว่าอนุภาคขนาดนาโนประมาณ 1,000 เท่า เปรียบเหมือนลูกมะนาวกับเม็ดทราย ซึ่งโมเลกุลใหญ่จะซึมเข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้ไม่ได้ เทคโนโลยีนาโน จึงถูกนำมาใช้ในกระบวนการย่อขนาดสารบำรุงเพื่อให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่ง ขึ้น

- ตัวขนส่งสาร วิธีการนี้นาโนเปรียบได้กับยานพาหนะที่มีลักษณะเหมือนแคปซูลขนาดมินิ (Encapsulation) นำสารเสริมความงามต่าง ๆ เข้าไปยังเซลล์ผิว โดยผลการทดลองกับโคเอนไซม์คิวเทนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระพบว่าวิธีการนี้ ช่วยลดการสูญสลายของสารขณะซึมลึกเข้าสู่ผิวและลดการระคายเคืองของผิวหนังได้ ดีขึ้น

ผลิตภัณฑ์นาโนมีอะไรบ้าง

1. ครีมกันแดด ชนิด ที่มีส่วนผสมของอนุภาคนาโนกลุ่มโลหะออกไซด์ เช่น ซิงค์ออกไซด์ (ZnO) และไททาเนียมออกไซด์ (TiO2) เป็นส่วนประกอบ จะสะท้อนรังสี UVA และ UVB ได้ดีกว่าครีมกันแดดประเภทฟิสิคอล (Physical Sun block) และไม่เกิดคราบขาวหลังทา

2. โลชั่นและครีมบำรุงผิว ด้วยเทคโนโลยีนาโนช่วยให้ครีมที่มีส่วนผสมของสารโคเอนไซม์คิวเทนหรือวิตามิน ต่าง ๆ ซึมซาบเข้าบำรุงได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดการสลายตัวของวิตามินเมื่อสัมผัสกับแสงหรือออกซิเจนได้ด้วย

3. สารสกัดสมุนไพรเพื่อผลิตเวชสำอางและผลิตภัณฑ์สปา เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ลบเลือนริ้วรอยจาก ใบบัวบก มะขามป้อม และใบหม่อน เซรั่มช่วยให้ผมดกดำจากน้ำมันรำข้าว ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างนาโนเทคและมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัย ภูเบศร

4. โรลออนและแป้งทาตัวสูตรยับยั้งแบคทีเรีย ใช้นาโนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรีย โดยจากการทดสอบอาสาสมัคร 30 คน เพื่อดูการระคายเคืองความเป็นพิษต่อผิวหนังและประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย พบว่ายับยั้งแบคทีเรียได้ 100 เปอร์เซ็นต์และไม่ทำให้แพ้ ปัจจุบันยังไม่มีหลักในการสังเกตว่าเครื่องสำอางชนิดใดผลิตด้วยนาโน เทคโนโลยี การเลือกซื้อจึงทำได้เพียงแค่ดูฉลากที่ระบุว่าเป็น Nanotech Products ควบคู่กับเครื่องหมายรับรองสินค้าจากองค์การอาหารและยา


เครื่องสำอางค์


นาโนปลอดภัยแค่ไหน

การจะพิจารณาว่าเครื่องสำอางนาโนนั้น ๆ มีความปลอดภัยหรือไม่ต้องดูจากสารที่ถูกย่อขนาด หากเป็นสมุนไพรหรือวิตามินที่ร่างกายมีอยู่ตามธรรมชาติก็หมดกังวลเรื่องพิษ หรือการแพ้ได้ระดับหนึ่ง แต่หากเป็นเครื่องสำอางนาโนประเภทที่ผสมสารสังเคราะห์หรือสารเคมี เช่น สีในเมคอัพ ก็อาจทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า... "ผู้ ผลิตได้นำนวัตกรรมนาโนมาใช้กับเครื่องสำอาง เพื่อช่วยให้สีเกาะติดผิวได้ดียิ่งขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็น เพราะอนุภาคที่เล็กของสารเคมีอาจซึมลึกเข้าสู่เซลล์ผิวและกระแสเลือดเป็น อันตรายต่ออวัยวะภายในเมื่อสะสมมาก ๆ อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้"

เพื่อความปลอดภัยในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์นาโนปัจจุบันศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่ง ชาติได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งโปรแกรมความปลอดภัยของวัสดุนาโน (Nanomaterials Safety Program) ขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยความเป็นพิษของวัสดุนาโนชนิดต่าง ๆ และตั้งมาตรฐานในการควบคุมเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีวัสดุนาโนเป็นส่วนผสมโดยเบื้องต้นได้เปิดให้หน่วยงาน ต่าง ๆ ส่งตัวอย่างสินค้าเข้าไปทดสอบความปลอดภัยคาดว่าในอนาคตอันใกล้เราจะมี เครื่องสำอางนาโนที่การันตีความปลอดภัยออกมาให้เลือกสรรกันมากขึ้น

อ้างอิง : http://www.n3k.in.th/%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%99


“สาหร่ายก้อนกลม” นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ


สาหร่ายมุกหยก นวัตกรรมใหม่ของสาหร่ายจากที่เห็นกันทั่วไป เพราะเป็นครั้งแรกของสาหร่ายก้อนกลมๆคล้ายมุก โดยเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการคิดค้นของคนไทย โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ใน การพัฒนาสายพันธุ์สาหร่ายน้ำจืด สีน้ำเงินแกมเขียว ที่มีชื่อสากลและรู้จักกันทั่วไปว่า สาหร่ายนอสตอค (Nostoc)ให้มีลักษณะรูปร่างกลม เพื่อต่อยอดการผลิตเชิงการค้า
Nostoc04

ทั้งนี้ ทางวว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสาหร่ายนอสตอค ให้กับนายบัณฑิต สายวิไล บริษัทสยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด เป็นผู้ผลิตภายใต้ชื่อการค้าว่า สาหร่ายมุกหยก จุดเด่นของสาหร่ายอยู่ที่ลักษณะที่เปลี่ยนไป และคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ

ที่มาของสาหร่ายมุก เกิดมาจาก ทางวว. ทำการสำรวจ และเก็บตัวอย่างสาหร่ายนอสตอคในพื้นที่ภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย พบว่า มีการบริโภคสาหร่ายนอสตอคในหลายพื้นที่ โดยรู้จักกันในชื่อต่างๆ เช่น ไข่ หิน หรือ ดอกหิน เห็ดหิน เป็นชื่อเรียกของคนภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนคนอีสานจะรู้จักกันชื่อว่า เห็ดลาบ หรือ คนเหนือจะเรียกอีกชื่อว่า เห็ดยาควร ซึ่งสาหร่ายนอสตอคแต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะการเจริญเติบโตในธรรมชาติที่แตก ต่างกัน บางชนิดเป็นแผ่นวุ้น บางชนิดเป็นก้อนวุ้น


ทั้งนี้ ทางวว.เห็นว่าควรจะนำสาหร่ายดังกล่าวมาพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมต่อการเป็น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และเพื่อต่อยอดในเชิงธุรกิจต่อไป จึงได้ทำการวิจัย ซึ่งพบว่าสาหร่ายนอสตอค 5 สายพันธุ์ที่มีนั้น สาหร่ายไข่หินที่ปกติในธรรมชาติจะมีลักษณะเป็นก้อนวุ้นนิ่ม ค่อนข้างเหลว เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงโดยศึกษาวงจรการเจริญเติบโต ปรับสูตรอาหารและสภาพการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสม ทำให้สาหร่ายที่เพาะเลี้ยงมีการเปลี่ยนรูปร่าง เป็นรูปร่างกลม เนื้อแน่น มีสีเขียวแกมน้ำเงิน มีประกายคล้ายไข่คาร์เวียร์

สำหรับสาหร่ายนอสตอค เป็นสาหร่ายที่มีอยู่ในหลายประเทศ และมีการบริโภคกันในหลายประเทศเช่นกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน อินโดนีเซีย มองโกเลีย ไซบีเรีย ฟิจิ โบลิเวีย เปรู เอควาดอร์ เม็กซิโก เป็นต้น

Nostoc02

นายบัณฑิต กล่าวว่า ทางบริษัทเป็นรายเดียวที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสาหร่ายมุก โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของวว. เพราะต้องเลี้ยงในห้องควบคุมและใช้สายพันธุ์ที่บริสุทธิ์และคัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ปราศจากสารปนเปื้อนต่างๆ และเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งทางบริษัทได้ใช้งบไปจำนวน 3 ล้านบาท ในการลงทุนทำห้องสำหรับเพาะพันธุ์สาหร่าย

โดยกำลังการผลิตสาหร่ายในปัจจุบันได้เต็มที่เดือนละ 1,000 กิโลกรัม ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยง 45 วัน ถึง 60 วัน ซึ่งขนาดของสาหร่ายที่เพาะเลี้ยงออกจำหน่ายในขณะนี้ 2 ขนาด คือ 2 ม.ม. หรือ 4 ม.ม. จึงสามารถเลือกให้เหมาะสมกับชนิดของอาหารได้ตามความต้องการ

ทางบริษัทสยามนอสตอค ได้ นำสาหร่ายมุกออกมาเปิดตัวให้ผู้บริโภครู้จักมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ แต่นำออกจำหน่ายในเดือนกันยายน โดยฝากขายตามร้านขายผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันมีวางจำหน่าย ที่ร้านกายใจ คลินิกบัลวี ศาลาสมุนไพร FM97 ร้านโดยเฉพาะ ที่ศิริราช และคลองสาน สาหร่ายที่นำออกจำหน่ายจะบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท เก็บในห้องควบคุมอุณหภูมิจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน เก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดาจะได้ประมาณ 1 เดือน

Nostoc03

สาหร่ายที่ได้ผ่านการทำความสะอาดแล้ว และเลี้ยงในห้องควบคุมปราศจากเชื้อโรคปนเปื้อน สามารถรับประทานสดได้ทันที เพื่อเพิ่มรสชาติในการบริโภค แนะนำให้รับประทานกับอาหารชนิดต่างๆ สลัด แทนไข่ปลาคาร์เวียร์ในอาหารญี่ปุ่นใช้เป็นหน้าซูชิ ใส่ในซุปต่างๆ เป็นหน้าแซนวิชรสชาติต่างๆ เป็นต้น เหมาะกับเป็นอาหารมังสวิรัติ ลักษณะของสาหร่ายมุก คือ ไม่มีกลิ่นและรส จึงเหมาะกับการปรุงอาหารทุกประเภททั้งอาหารคาว และหวาน ของขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม

นายบัณฑิต กล่าวถึงประโยชน์ของสาหร่ายมุก ว่า คุณสมบัติคล้ายกับสาหร่ายทั่วไป คือให้โปรตีน และให้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามิน และเกลือแร่ คลอโรฟิลล์ และไฟโคไซยานิน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบัน ทางบริษัทมียอดขายสาหร่ายเดือนละ 400 กิโลกรัม โดยราคาขายกล่องละ 100 บาท น้ำหนัก 200 กรัม ขนาด 2ม.ม. และขนาด 4ม.ม.ขายกล่องละ 150 บาท น้ำหนัก 200 กรัม
ส่วนแผนการตลาดมีแผนจะส่งออกไปขายต่างประเทศ เพราะจากการออกบูท แนะนำสินค้าในงานต่างๆ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ มีลูกค้าจากต่างประเทศให้ความสนใจต้องการสินค้า และในวงการอุตสาหกรรมอาหารให้ความสนใจต้องการจะนำไปปรุงรสแทนไข่ปลาคาร์เวีย ร์ ในช่วงนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาปรุงแต่งให้มีสี และกลิ่นที่ใกล้เคียง กับไข่กุ้งหรือไข่ปลาคาร์เวียร์ ส่วนแผนต่อไป พัฒนาเป็นอาหารแปรรูป เพื่อสะดวกในการรับประทาน



อ้างอิง : http://www.thaismefranchise.com/?p=1767

นวัตกรรมใหม่กับการประหยัดน้ำมัน Chevrolet Cruze 2011

Chevrolet Cruze 2011

ในขณะที่เราหวังให้รถ supercars 1,000 แรงม้าใช้เชื้อเพลิงเพียง 100 ไมล์/แกลลอน การปรับปรุงเพื่อการประหยัดเชื้อเพลิงโดยไม่กระทบต่อสมรรถนะของรถก็ยังเป็น สิ่งที่ยากลำบากสำหรับผู้ผลิต พวกเขาพยายามลดทุก ๆ ไมล์/แกลลอน โดยลดขนาดเครื่องยนต์, ใส่เทอร์โบชาร์ต, วาล์วแปรผัน, ใช้พลังงานไฟฟ้าช่วย หรือ ลดน้ำหนัก หนทางที่ดีอีกทางคือการปรับปรุงหลักอากาศพลศาสตร์ (aerodynamics) ให้ดีขึ้น ซึ่ง 2011 Chevrolet Cruze Eco ก็พิสูจน์ให้เห็นกับตัวเลข 40 ไมล์/แกลลอน (ประมาณ 18 กม./ลิตร)
automatic air shutter system

Cruze Eco ใช้ระบบชัตเตอร์ปรับปริมาณอากาศอัตโนมัติ ที่จะปิดช่องอากาศเข้าเครื่องยนต์เมือวิ่งที่ความเร็วสูงเพื่อลดการใช้เชื้อ เพลิงลง (สามารถเพิ่มระยะได้ 5 ไมล์/แกลลอน) ระบบชัตเตอร์จะติดตั้งพร้อมกับเซนเซอร์ที่จะวัดความเปลี่ยนแปลงของสปีดหรือ อุณหภูมิ
ถ้าอุณหภูมิเครื่องลดลงหรือเซนเซอร์วัดความเร็วรถอยู่ในความเร็วที่กำหนด ช่องลมจะถูกปิดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อตัดอากาศที่จะเข้าสู่เครื่องยนต์ และสามารถเปิดได้เพื่อเพิ่มปริมาณอากาศสำหรับการหล่อเย็นเครื่องยนต์ในช่วง การใช้ความเร็วต่ำ


 อ้างอิง : http://www.thaicarnews.com/2010/08/12/chevrolet-cruze-2011-%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B/

นวัตกรรมฝ้ายสีพันธุ์ไทย: นวัตกรรมเส้นใยรักษ์โลก

     ด้วยภาวะฝ้ายขาดตลาดในขณะนี้ ดันให้ราคาฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยมี ราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ 20 ปี

     เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศเกือบทั้งหมดทำให้ผู้ประกอบ การโดยเฉพาะโรงปั่นด้ายต้องดูแลเรื่องการบริหารสต็อกฝ้ายให้ดี หลายคนคงสนใจและคิดว่าประเทศไทยควรหันมาปลูกฝ้ายใช้เองเพื่อลดการนำเข้า ผู้เขียนเองก็คิดเช่นกัน จึงได้คุยกับคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพบคำตอบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูกฝ้าย เพราะปลูกยาก มีศัตรูพืชพื้นถิ่นมาก จึงหันไปปลูกพืชไร่ประเภทอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม เส้นใยฝ้ายสีของไทยมีการปลูกกันบ้างในบางพื้นที่ทางภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ผลผลิตที่ได้มีจำนวนน้อย และส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงหัตถกรรมสิ่งทอประจำท้องถิ่น เช่น ผ้าผืนทอมือสำหรับคลุมไหล่ ซึ่งมีความสวยงามและลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว จึงได้รับความนิยมและราคาสูง
36_th_3_001
เส้นใยฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลและสีเขียวจากการพัฒนาและปรับปรุงโดยศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์

     นักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการ วิจัยและพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ฝ้ายสีของไทย โดยพัฒนาสายพันธุ์ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และฝ้ายสีเขียวที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการพัฒนาฝ้ายสีของศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ไม่ได้ใช้วิธีการตัดต่อ พันธุกรรม ในขณะนี้การผลิตเส้นใยฝ้ายสีมีจำนวนไม่มากพอต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ทางศูนย์วิจัยฯ ผลิตเมล็ดพันธุ์ฝ้ายสีได้ประมาณ 0.5 ตันต่อปีเพื่อขายแก่เกษตรกร จากการเก็บข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ต้นทุนการผลิตฝ้ายของเกษตรกรอยู่ที่ 5,000 – 6,000 บาท/ไร่/ 200 กิโลกรัมของฝ้ายที่เก็บได้ และทิศทางของสิ่งทอรักษ์โลกจะทำให้ความต้องการฝ้ายสีมีมากขึ้นในอนาคต

     ในปีที่ผ่านมาทางสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้สนับสนุนคณะผู้วิจัยของ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่มีสมบัติพิเศษจากเส้นใยฝ้ายสีพันธุ์ไทย ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ศึกษาสมบัติทางกายภาพของฝ้ายสีพันธุ์ไทย และนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์โดยผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีความโดดเด่นในลักษณะเฉพาะตัว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตอบสนองความต้องการของตลาด eco textiles ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายสีพันธุ์ไทย เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากและมีราคาดีขึ้นด้วย

36_th_3_002
ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีเส้นใยที่สั้นมาก ส่วนฝ้ายสีเขียวมีเส้นใยยาวมาก สามารถปั่นเป็นเส้นด้ายเบอร์เล็กได้


สมบัติเส้นใยฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลและสีเขียว 

     ฝ้ายสีเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในสภาพดินเกือบทุกชนิด ในตลอดฤดูการปลูกจะต้องการน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง ถ้าปริมาณน้ำน้อยจะทำให้ได้ผลผลิตจำนวนน้อยและคุณภาพต่ำ พื้นที่ปลูกฝ้ายสีแต่ละแห่งและแต่ละปีก็จะให้ผลผลิตฝ้ายที่มีสี ลักษณะและสมบัติที่แตกต่างกัน จากภาพถ่ายภาคตัดขวางและภาคตามยาวพบว่า เส้นใยฝ้ายสีเขียวมีลักษณะของผนังเซลเส้นใยที่บาง มีท่อน้ำเลี้ยง (lumen) ขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของเส้นใย ซึ่งเป็นลักษณะของเส้นใยฝ้ายที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (immature) ส่วนฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลผนังเซลมีลักษณะอ้วนหนา ท่อน้ำเลี้ยงหดตัวสั้นและเล็กลง ซึ่งเป็นลักษณะของเส้นใยฝ้ายที่เจริญเติบโตเต็มที่ (mature)

     สีของเส้นใยฝ้ายสีเขียวกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณเนื้อเส้นใย เนื่องจากสีเขียวในฝ้ายสีเกิดจากสารกรดคาเฟอิค (Caffeic-acid) ซึ่งพัฒนามาจากกรดซินนามิค (Cinnamic acid) โดยสารสีแทรกอยู่ระหว่างชั้นของซูเบอริน (Suberin) หรือชั้นไขมัน ที่เป็นส่วนผนังเซลฑุติยภูมิ (secondary wall) ของเส้นใย ส่วนสีของเส้นใยสีตุ่นน้ำตาลนั้นจะอยู่เฉพาะบริเวณส่วนกลางของเส้นใย เนื่องจากเกิดจากสารแทนนิน (tannin) ซึ่งอยู่ในส่วนท่อน้ำเลี้ยงของเส้นใย และจะเกิดสีก็ต่อเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนและแสงแดด ดังนั้นสีจึงเกิดขึ้นในช่วงที่สมอฝ้ายเปิด

36_th_3_003
ผ้าฝ้ายสีของไทยเมื่อนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า พบว่ามีความคงทนของสีต่อการซักล้าง ต่อการขัดถู และ เหงื่อเป็นอย่างดี

 สมบัติทางกายภาพของฝ้ายสีพันธุ์ไทย  
  • ความละเอียดของเส้นใย (Micronaire) ฝ้ายสีเขียวมีค่าเฉลี่ย 2.23 เส้นใยมีความละเอียดสูง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ้ายสีเขียวจึงน่าจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ส่วนฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีค่าเฉลี่ย 6.00 เส้นใยมีลักษณะหยาบและมีขนาดใหญ่
  • ความสมบูรณ์ของเส้นใย (Maturity Index) แสดงผลไปในทิศทางเดียวกับภาพถ่ายเส้นใยจากกล้องจุลทรรศน์ คือ ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีความสมบูรณ์หรือเจริญเติบโตเต็มที่ ส่วนฝ้ายสีเขียวมีค่าความสมบูรณ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือ เส้นใยยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บเกี่ยวเส้นใยสีเขียวต้องเก็บทันทีที่สมอฝ้ายเปิดออก เพราะถ้าทิ้งไว้กับต้นจนเส้นใยสัมผัสแสงแดดระยะเวลาหนึ่งเส้นใยจะเปลี่ยน เป็นสีขาว จึงต้องรีบเก็บเกี่ยว ไม่สามารถรอให้เส้นใยพัฒนาจนสมบูรณ์เต็มที่
  • ความยาวของเส้นใย (Upper Half Mean Length) ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์เส้นใยที่สั้นมาก การนำไปปั่นเป็นเส้นด้ายเบอร์เล็กจะทำได้ยาก ส่วนฝ้ายสีเขียวอยู่ในเกณฑ์เส้นใยที่มีความยาวมาก ดังนั้นจึงนำไปปั่นเป็นเส้นด้ายเบอร์เล็กได้
  • ความสม่ำเสมอของเส้นใย (Uniformity Index) ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลมีค่าความสม่ำเสมอของเส้นใยอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ถ้านำไปผลิตเป็นเส้นด้ายอาจมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอและความแข็งแรง ส่วนฝ้ายสีเขียวมีค่าความสม่ำเสมออยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง จึงนำไปผลิตเส้นด้ายคุณภาพสูงได้เป็นอย่างดี
  • ความแข็งแรงของเส้นใย (Strength) มีความเกี่ยวพันกับค่าความแข็งแรงของเส้นด้าย และเส้นใยฝ้ายที่มีความแข็งแรงสูงจะทนทานต่อแรงกระทำระหว่างกระบวนการผลิต ได้ดี จากค่าที่วัดได้ฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลเป็นเส้นใยที่อ่อนแอ ส่วนฝ้ายสีเขียวเป็นเส้นใยที่อยู่ในเกณฑ์เส้นใยที่แข็งแรง

กระบวนการผลิต 

     เริ่มจากการนำฝ้ายสีพันธุ์ไทย สีเขียวและสีตุ่นน้ำตาล มาปั่นเป็นเส้นด้าย OE (Open End Spinning) โดยฝ้ายสีเขียวผลิตเป็นเส้นด้ายเบอร์ 24 และฝ้ายสีตุ่นน้ำตาลผลิตเป็นเส้นด้ายเบอร์ 20 และถักเป็นผืนผ้า นำผ้าฝ้ายดิบนำไปผ่านกระบวนการ scouring ในสภาวะด่างเพื่อกำจัดสิ่งสกปรก น้ำมัน และไขมัน และเพื่อเพิ่มระดับความเข้มของสีผ้า จากนั้นจึงตกแต่งผ้าด้วยสาร poly(hexamethylene biguanide hydrochloride) หรือ PHMB เพื่อเพิ่มสมบัติการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และนำผ้าที่ได้ตกแต่งด้วยสารว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ซึ่งมีสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น

     ผ้าที่ตกแต่งสำเร็จแล้วนำไปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผ้าปิดปากอนามัย ผ้าพันคอ เสื้อผ้าเด็ก เสื้อสตรี และชุดชั้นในชาย จากการทดลองความคงทนของสีของผลิตภัณฑ์ต้นแบบพบว่า ผ้าฝ้ายสีมีความคงทนของสีต่อการซักล้าง ต่อการขัดถู และ เหงื่อได้เป็นอย่างดี หากแต่ความคงทนของสีต่อแสงไม่ค่อยดีเท่าที่ควร โดยสรุปแล้ว เป็นไปได้ที่จะนำผ้าฝ้ายสีเขียวไปผลิตเป็นผ้าผืนเนื้อบาง ผิวสัมผัสนุ่ม ทำให้เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ตรงกับแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม เพราะเป็นการผลิตที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการย้อมสี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่ผู้ประกอบการจะเริ่มนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เพื่อขยายตลาดให้กับสินค้าและขยายกลุ่มลูกค้าในอนาคต

     สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอขอขอบคุณคณะผู้วิจัย ผศ.ปิยนุช จริงจิตร จาก ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ ดร. ปริญญา สีบุญเรือง ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอรักษ์โลกชิ้นนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้หากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะช่วยส่ง เสริมให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอที่ยั่งยืน

อ้างอิง :
http://www.ttistextiledigest.com/articles/technology/item/3001-eco-textiles.html

นวัตกรรมใหม่ แว่นนาโนคริสตอล ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

สวทช. และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง นำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ประยุกต์ผลิตแว่

                                                  

       นักวิทยาศาสตร์ไทย ผลิตแว่นนาโนคริสตอล แว่นคุณสมบัติพิเศษ ที่จะช่วยให้นักนิติวิทยาศาสตร์ ทำงานได้ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะทำให้มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย อสุจิ ที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ ณ จุดเกิดเหตุได้ด้วยแว่นเพียงอันเดียว และได้ทำการมอบแว่นนาโนคริสตอลต้นแบบให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ยังจะมีการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ การแพทย์และการเกษตร ต่อไป
         นวัตกรรมนาโนคริสตอล เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

 


     ดร. ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ สวทช. กล่าวว่า“แว่นนาโนคริสตอล เป็นบาย-โปรดักส์สำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำวิจัยฟิล์มบางวัสดุนาโนเพื่อนำไปใช้ในงานนาโนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โซลาร์เซลส์ ตัวตรวจวัดแสง (Photo Detector)และตัวเปล่งแสง (LED-Light Emitting Diode) เป็นต้น ทั้งนี้ได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปแล้วทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา และยังทำการวิจัยพัฒนาต่อเพื่อให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์สู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม”
     รศ.ดร.จิติ หนูแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมนาโนคริสตอล กล่าวว่า นาโนคริสตอล เกิดจากการนำผลึกของอินเดียมออกซิไนไตรด์ (Indium Oxynitride) ซึ่งเป็นสารประกอบออกซิเจน ไนโตรเจนของอินเดียมที่มีขนาดเล็กระดับนาโน เคลือบลงบนเลนส์แก้วหรือพลาสติกโดยใช้วิธีไอระเหย ซึ่งจะส่งผลให้เลนส์นั้นเกิดคุณสมบัติพิเศษคือ ความสามารถในการตัดแสงในช่วงความยาวคลื่นของแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้น แว่นนาโนคริสตอล จึงทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์ ซึ่งสามารถตัดแสงสีน้ำเงิน เขียว และแดง รวมทั้งรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือรังสียูวีทั้ง UV-A, UV-B และ UV-C ได้ อีกทั้งยังผลิตได้ง่ายด้วยวัตถุดิบในประเทศทั้งหมด



     พันตำรวจโท สมชาย เฉลิมสุขสันต์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะคดีข่มขืนหรือคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์จะตรวจหาหลักฐานที่เป็นสารคัดหลั่ง หรืออื่นๆ โดยใช้แสงหลายความยาวคลื่นในย่านยูวี-วิซิเบิล ฉายลงในพื้นที่หรือวัตถุต้องสงสัยที่จะเกิดการเรืองแสงกับแสงยูวีในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ต้องใส่แว่นตาพิเศษ ซึ่งมี 3 สี คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง  ซึ่งแว่นแต่ละสีทำหน้าที่ตัดแสงในย่านความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน ทำให้เห็นการเรืองแสงดังกล่าว ดังนั้นในการตรวจสอบแต่ละครั้งอาจต้องเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนความยาวคลื่นของแสงที่ฉายลงบนพื้นที่หรือวัตถุ และเปลี่ยนแว่นตาที่ทำหน้าที่ตัดแสงแต่ละสี  เพื่อให้เห็นการเรืองแสงหรือเห็นสิ่งที่ต้องการตรวจหาเมื่อมองผ่านแว่นตา
         พันตำรวจโท สมชาย กล่าวต่อว่า “แว่นนาโนคริสตอล เป็นนวัตกรรมใหม่ ถือได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อีกทางหนึ่ง โดยจะช่วยสนับสนุนภารกิจให้กับทีมนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสารคัดหลั่งที่คนร้ายทิ้งไว้ในสถานที่เกิดเหตุ ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้นทั้งคณะผู้คิดค้นและวัตถุดิบที่นำมาผลิต ก็อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้หน่วยงาน บริษัทต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้” 
นอกเหนือจากการนำแว่นนาโนคริสตอล มาใช้ในงานตรวจสอบสารคัดหลั่งของเจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์แล้ว แว่นนาโนคริสตอล ยังมีศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น ใช้ทำแว่นสำหรับแพทย์ที่ฉายรังสียูวีเพื่อการรักษาหรือเพื่อเสริมความงาม แพทย์ที่ใช้เลเซอร์ในการผ่าตัด หรือแว่นสำหรับป้องกันแสงและรังสีในการเชื่อมโลหะ และการใช้แว่นป้องกันแสงยูวีในการคัดแยกกุ้งกุลาดำ เป็นต้น
         หลังจากการส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบการใช้งานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ทางทีมวิจัยจะได้ส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบภาคสนามในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ คาดว่า  การทดสอบภาคสนามจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2551

 



อ้างอิง : http://kimojisuru.exteen.com/20091125/entry-1
            http://www.se-ed.com/Technology/ViewContent.aspx?IDtopic=586




นวัตกรรมใหม่ภาคอุตสาหกรรม “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม”

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม” ระบุมีประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยม..ปอกเปลือกกระเทียมได้มากกว่า 90 % สามารถแยกเปลือกกระเทียมและเนื้อกระเทียมออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์   ช่วยลดระยะเวลาการผลิต ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย สนองตอบความต้องการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย


 

   นางอัญชลี กมลรัตนกุล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ชี้แจงว่า ขณะนี้ วว. โดยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร ประสบความสำเร็จในการออกแบบ “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม”  ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยของ วว.  เครื่องดังกล่าวมีประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยม ช่วยลดระยะเวลาการผลิต ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น และได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย  เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้งานในภาคอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนองตอบต่อความต้องการอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้กระเทียมเป็นวัตถุดิบในการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องเทศ เครื่องปรุงรส อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุตสาหกรรมยา เป็นต้น


 

     จุดเด่นของเครื่องฯ มี 2 ระบบ ได้แก่  ชุดอบลมร้อน ที่จะทำหน้าที่ส่งผ่านลมร้อน ภายในจะมีอุปกรณ์สำหรับกระจายลมร้อนไปตามรูเล็กๆที่เจาะไว้รอบ ๆ เพื่อ preheat ให้เปลือกกระเทียมแห้งและง่ายต่อการปอกเปลือก ซึ่งสามารถปรับระดับขึ้น-ลงได้ตามขนาดของกลีบกระเทียม โดยการหมุนปรับน็อตด้านบน  ส่วนอีกระบบหนึ่ง คือ  ชุดปอกเปลือกอาศัยแรงลม  ซึ่งได้ออกแบบโดยการต่อท่อลมเข้าทางด้านข้าง  เพื่อให้เกิดกระแสลมแปรปรวน ทำให้ทิศทางและแรงลมที่เกิดภายในมีลักษณะการเคลื่อนที่แบบปั่นป่วน ซึ่งส่งผลให้กลีบกระเทียมภายในเกิดการขัดสีกันระหว่างกลีบกระเทียมกับกลีบกระเทียม และขัดสีกันระหว่างผนังด้านในกับกลีบกระเทียม…”อ้างอิง : http://kimojisuru.exteen.com/20100113/entry
            http://www.baanmaha.com/community/thread17043.html


ฮาร์เลย์ เปิดนวัตกรรมใหม่ ส่ง ทวินแคม 96 คิวบินอิ้นช์ รุกปี50
บรรณาธิการ : กองบรรณาธิการยวดยาน
ช่างภาพ :
กองบรรณาธิการยวดยาน
 
บริษัท ฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด เตรียมรุกตลาดในปี 2550 เปิดตัวรถจักรยานยนต์ฮาร์เล่ย์-เดวิดสันปี 2007 รุ่นใหม่ล่าสุด นวัตกรรมแห่งความฝันของนักขี่ภายใต้รหัสเครื่องยนต์ทวินแคม 96 คิวบิคอิ้นซ์ ผสานกับเกียร์ 6 ระดับ พร้อมเปิดตัวครบ 5 ตระกูลอย่างยิ่งใหญ่

Mr. Bob Guthrie กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ได้เปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมใหม่ของรถฮาร์เล่ย์-เดวิดสันในปี 2007 ที่ออกแบบเพื่อรองรับความลงตัวทั่งรูปลักษณ์ ความสวยงาม สมารถนะ และแฝงด้วยจิตวิญญาณความเป็นฮาร์เล่ย์-เดวิดสันได้อย่างลงตัว ด้วยเครื่องยนต์ ทวินแคมใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม ภายใต้รหัสเครื่องยนต์รุ่น Twin Cam 96 CI หรือ 1,584 ซี.ซี. ผสานกับระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งผลให้เครื่องยนต์มีความนุ่มนวล และสามารถตอบสนองในทุกสมรรถนะของการขับขี่ที่สูงขึ้น

สำหรับแผนในปี 2550 บริษัท เตรียมแผนที่จะนำเข้ารถจักรยานยนต์ฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน รุ่นใหม่ล่าสุดทั้งสิ้น 5 ตระกูล ได้แก่ Touring 6 รุ่น เหมาะแก่การขับขี่ในระยะทางไกลๆ ดีไซน์ สวยงามเน้นความหรูหรา, Softail (FX) 6 รุ่น รถขนาดกลาง-ใหญ่ สไตล์แข็งแกร่ง ดุดัน , Dyna (FXD) 5 รุ่น รถขนาดกลางที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัยในความเป็นฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน

VRSC 4 รุ่น ที่เน้นความสบายในการขับขี่ และเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยระบบระบายความร้อนที่เครื่องด้วยน้ำ และ Sportster (XL)ขนาดตัวรถลงตัวพอดีกับนักขี่รุ่นใหม่ คล่องแคล่ว นั่งสบายทั้งคนขับและคนซ้อนและให้ความปลอดภัยทุกการขับขี่ เหมาะกับสภาพการเดินทางในสังคมเมือง

ในส่วนของกลุ่มเป้าหมาย บริษัทได้มุ่งรุกตลาดในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไปจนถึงระดับบน และนักขี่รุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยราคารถจักรยานยนต์ฮาร์เล่ย์-เดวิดสั้น ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ควบคู่ไปกับการผ่อนชำระ ด้วยเงินดาวน์ที่ต่ำที่ผู้บริโภครองรับได้ เราจึงมั่นใจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะสามารถไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน
http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/yuadyan/detail.asp?Detail_Id=3290&Column_Name=Market

นวัตกรรมใหม่

นวัตกรรมใหม่
http://www.konmun.com/tale/id14912.aspx
http://www.konmun.com/tale/id14912.aspx




นวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่ รถเติมน้ำแทนน้ำมัน


ฝันเป็นจริง รถเติมน้ำแทนน้ำมันได้แล้ว - นวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่

ฝันเป็นจริง รถเติมน้ำแทนน้ำมันได้แล้ว - นวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่
อ่านหัวข้อเรื่องแล้วอย่าพึ่งดีใจจนกระโดดนะครับ เพราะนวัตกรรมนี้พึุ่่่่่่่งจะทำสำเร็จในขั้นหนึ่งเท่านั้นคือยังต้องนำก๊าซที่ได้ไปผสมกับน้ำมันอยู่ อีกไม่นานคงจะใช้น้ำอย่างเดียวขับเคลื่อนเครื่องยนต์ได้แน่นอน
เป็นที่น่าภูมิใจที่คนไทยเป็นผู้ผลิตเจ้าเครื่องตัวนี้

เปิดตัว-เครื่องผลิต! ไฮโดรเจนใช้กับรถ

บริษัทคนไทยเปิดตัวอุปกรณ์แยกไฮโดรเจนจากน้ำ เป็นเชื้อเพลิงใช้คู่กับน้ำมัน เป็นแบบติดตั้งสำเร็จในรถยนต์โดยไม่ต้องมีถังบรรจุ เพียงเติมน้ำเปล่าผ่านเครื่องแยกไฮโดรเจน ก่อนฉีดผสมควบคู่กับน้ำมันในการขับเคลื่อนรถยนต์ ช่วยให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 40-60% ประธานบริษัทฯ เผยทดลองมานานถึง 2 ปี ระยะทางกว่า 70,000 ก.ม. ผลใช้งานได้ดี โดยควบคุมระบบอัตโนมัติทั้งหมด สามารถแก้ปัญหาผลิตไฮโดรเจนเกินความต้องการได้ เพราะมีตัวควบคุมให้ผลิตออกมาตามรอบเครื่องยนต์ที่ใช้งานจริงเท่านั้น สามารถใช้ได้กับรถยนต์เบนซินและดีเซล

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายสิรภพ รักษ์ธนรัช ประธานกรรมการ บริษัท ไฮโดรเจน เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่น แนล จำกัด พร้อมด้วย นายสยาม ปัญญาแก้ว ผอ. ฝ่ายวิศวกรรม และนายสายชล เหมือนสมัย แถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "ไฮโดรเจน เพาเวอร์ คิต" อุปกรณ์ผลิตไฮโดรเจนขนาดเล็กผลิตพลังงานใช้กับรถยนต์ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่แยกไฮโดรเจนจากน้ำแล้วฉีดผสมกับน้ำมันเข้าไปในเครื่องยนต์ ซึ่งจะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึง 40-60%



นายสิรภพ กล่าวว่า หลังจากบริษัทพัฒนาอุปกรณ์ไฮโดรเจนพร้อมใช้สำหรับรถยนต์มากว่า 2 ปี ด้วยระยะทางประมาณ 70,000 ก.ม. ปรากฏว่าได้รับผลที่น่าพอใจ จึงเปิดตัวเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป โดยมีจุดเด่นที่ไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่มีการติดตั้งถังบรรจุ ทำงานอัตโนมัติทั้งระบบ ควบคุมด้วยกล่องอีซียู โดยใช้น้ำในการเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจน เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ ตามการใช้งานจริงไม่มีการสะสมไว้จึงไม่มีอันตราย

นายสิรภพ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันค่ายรถยนต์เกือบทุกค่ายศึกษาและพัฒนารถที่ใช้ก๊าซไฮโดรเจนในการขับเคลื่อนและในท้องตลาดก็ยังมีค่ายอิสระอื่นๆ คิด ค้นเรื่องนี้โดยเฉพาะ การพัฒนาด้านนี้อยู่ในความสนใจและมีแนวโน้มสูงในการใช้ได้จริงในอนาคต โดยนวัตกรรมที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นการพัฒนาในรูปแบบของไฮโดรเจนเหลว และเก็บในถังบรรจุ เช่น เดียวกับการใช้แก๊สแอลพีจี และเอ็นจีวี แต่สำหรับไฮโดรเจน เพาเวอร์ คิต ออกแบบเพื่อใช้ควบคู่กับน้ำมันโดยเฉพาะ ในลักษณะอุปกรณ์ควบเสริม ที่ใช้ผสมกับเชื้อเพลิงหลัก เพื่อให้มีความหล่อลื่นโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ทำงานอัตโนมัติทั้งระบบ

"อุปกรณ์ที่ติดตั้งหลักๆ ประกอบด้วยซีพียูคอนโทรล, เพาเวอร์คอนโทรล, ระบบหล่อเย็น และตัวควบคุมปริมาณการจ่ายเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีอัลตราโซนิก ในการแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำ ซึ่งนำมาเป็นเซลล์เชื้อเพลิง ใช้ร่วมกับน้ำมันได้ทั้งดีเซลและเบนซิน ด้านการผลิตชิ้นส่วนทุกชิ้นจะผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานทั้งหมด และตั้งค่าออกมาจากโรงงานไม่สามารถจูนเครื่องเพิ่มเติมได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถ" นายสิรภพ กล่าวและว่า ลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ตัวนี้ เมื่อติดตั้งภายในห้องเครื่องยนต์ จะมีหม้อสำหรับเติมน้ำเปล่า และดูดผ่านตัวแยกไฮโดรเจน ก่อนฉีดเชื้อเพลิงตามท่อผสมกับเชื้อเพลิงหลักคือน้ำมัน มีอุปกรณ์ควบคุมให้ผลิตไฮโดรเจนตามรอบเครื่องยนต์ที่ใช้งานจริง จึงไม่เหลือไฮโดรเจนสะสมเอาไว้เพื่อความปลอดภัย โดยถังน้ำขนาด 5 ลิตร จะผลิตไฮโดรเจนเพื่อใช้ผสมกับน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงให้รถยนต์ได้ระยะทาง 600-700 ก.ม. จะสามารถประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 40-60%

ประธานกรรมการ บริษัท ไฮโดรเจน เพาเวอร์ กล่าวอีกว่า สำหรับอุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างส่งให้สถาบันการศึกษาตรวจสอบเพื่อรับรองการใช้งาน อย่างไรก็ตามในขณะนี้แต่งตั้งศูนย์ติดตั้งและบริการแล้ว 56 แห่ง ในอนาคตจะขยายไปทั่วประเทศ 337 แห่ง เบื้องต้นมียอดการจองกว่า 10,000 ชุดแล้ว จากกำลังการผลิตในระยะแรกอยู่ที่ 20,000 ชุดต่อเดือน ราคาจำหน่ายสำหรับรถยนต์ 4 ล้อ เครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ไม่เกิน 3000 ซีซี 33,600 บาท ค่าติดตั้ง 3,500 บาท รถ 6 ล้อ ราคา 43,200 บาท ค่าติดตั้ง 4,500 บาท และรถ 10 ล้อ ราคา 57,400 บาท ค่าติดตั้ง 5,500 บาท ตั้งเป้ายอดขายภายในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 100,000 ชุด แบ่งเป็นลูกค้าทั่วไป 70% และลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ ทั้งด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ รวมถึงเครื่องยนต์สำหรับงานเกษตรกรรม อีก 30%
http://j-b-t.blogspot.com/2009/04/blog-post_03.html

การนำเสนอการผลิตสื่อนวัตกรรม ชุดการสอน วิชาศิลปะ เรื่อง ทฤษฎีสีหรรษา

การทำสื่อให้น่าสนใจ
           บล๊อกนี้คือข้าพเจ้าได้ทำชุดการสอนส่งเรียบร้อยแล้วนะค่ะ(การนำเสนอสื่อนวัตกรรมการศึกษาที่ผลิต)
โครงการการผลิตสื่อนวัตกรรมการศึกษา ชื่อโครงการ  ทฤษฎีสีหรรษา
ชื่อผู้จัดทำโครงการ นางสาว อำภิรา อินน้อย รหัส 52741260 ป.52.02
หลักการและเหตุผล            การผลิตสื่อการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเข้าใจในวิชาง่ายขึ้นและน่าสนใจ การสอนด้วยวิธีอ่านในหนังสือ หรือบรรยายให้ผู้เรียนฟังนั้นมันคงจะเป็นแบบสมัยก่อนแล้ว ปัจจุบันเนื่องจากมีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆทำให้เรามีโอกาสที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสีก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต เราควรนำมาเป็นสื่อในการเรียนการสอนได้ และให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุด
          เราเรียนรู้เรื่องศิลปะมาจนสามารถบอกได้แล้วว่า ศิลปะคืออะไร ศิลปะแตกต่างจากธรรมชาติอย่างไร คราวนี้เรา ลองหลับตานึกภาพดูซิว่าถ้าโลกเราไม่มีสีเลย ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรามีแต่สีขาวกับสีดำ ไฟจราจรมีแต่ขาวกับดำ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีขาวกับดำ ต้นไม้ ดอกไม้มีแต่สีขาวกับดำ จะเป็นอย่างไร เราคง อึดอัด หดหู่ดูไม่มีชีวิตชีวา ฉะนั้น "สี" จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา เพราะสีช่วยให้ชีวิตของเราดูสดใส ร่าเริง หรือเศร้าหมองก็ได้ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น เราจึงจำเป็นต้องรู้จักกับ "สี" ก่อน เพราะในชีวิตของเราหรือในงานศิลปะ สี ช่วยให้เกิดความงาม ความรู้สึก เพราะสีมีความหมายเฉพาะตัวของแต่ละสีอยู่ แต่ก่อนที่เราจะศึกษาบทเรียนเรื่อง “ศิลปะการใช้สี” เรามาทำความเข้าใจรู้จักความหมายและความสำคัญ ของสีที่มีต่อวิถีชีวิตของเราอย่างไรก่อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
          สีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต  ซึ่งมนุษย์รู้จักสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์   ในอดีตกาลมนุษย์ได้ค้นพบสีจากแหล่งต่าง ๆ  จาพืช  สัตว์  ดิน และแร่ธาตุนานาชนิด จากการ ค้นพบสีต่าง ๆ เหล่านั้น มนุษย์ได้นำเอาสีต่าง    ๆ     มาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง โดยนำมาระบายลงไปบนสิ่งของ   ภาชนะเครื่องใช้ หรือระบายลงไปบนรูปปั้น รูปแกะสลัก เพื่อให้รูปเด่นชัดขึ้น มีความเหมือนจริงมากขึ้น  รวมไปถึงการใช้สีวาด ลงไปบนผนังถ้ำ หน้าผา ก้อนหิน เพื่อใช้ถ่ายทอดเรื่องราวและทำให้เกิดความรู้สึกถึงพลังอำนาจที่มีอยู่เหนือสิ่งต่างๆทั้งปวง  การใช้สีทาตามร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิม เกิดพลังอำนาจ   หรือใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการถ่ายทอดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง สีที่มนุษย์ใช้อยู่ทั่วไป ได้มาจากสสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และนำมาใช้โดยตรง หรือด้วยการสกัด  ดัดแปลงบ้าง จากพืช สัตว์  ดิน แร่ธาตุต่าง ๆ  สสารที่ได้จากการสังเคราะห์ซึ่งผลิตขึ้นโดยกระบวนการทางเคมี เป็นสารเคมีที่ผลิตขึ้นเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้ สะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นสีที่เราใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน  แสงเป็นพลังงานชนิดเดียวที่ให้สี โดยอยู่ในรูปของรังสี (Ray) ที่มีความเข้มของแสง
อยู่ในช่วงที่สายตามองเห็นได้
วัตถุประสงค์
          1.เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีสี
          2.เพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
          3.เพื่อสร้างบรรยากาศให้ห้องเรียนมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
          4.เพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้
          5.เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม และมองเห็นเป็นรูปธรรม
ขอบเขตของสื่อนวัตกรรมที่นำไปใช้          เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาศิลปะ เช่น การระบายสี ความหมายของสี การผสมของแม่สี การจัดกลุ่มของสี การแยกแยะสีต่างๆ เป็นสื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 6
ผลที่คาดว่าจะได้รับ          1.ผู้เรียนสามารถบอกสีต่างๆได้
          2.ผู้เรียนสามารถระบายสีตรงตามที่กำหนดไว้ได้
          3.ผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินในการเรียนการสอน
          4.ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีสี
          5.ผู้เรียนมีความชอบ ความสนใจ กระตือรือร้น อยากเรียนในวิชา
          6.ผู้เรียนสามารถทราบสีต่างๆได้ในหลายๆวิธีหลายๆทางเลือกที่จะทำให้เข้าใจได้ง่าย
ขั้นตอนการดำเนินงาน
          1.ให้บททดสอบก่อนเรียนแก่ผู้เรียนโดยการให้ทำแบบฝึกหัดครบทุกข้อ
          2.ครูเฉลยให้นักเรียนเป็นข้อๆคนไหนไม่เข้าใจหรือตอบผิดให้ซักถามได้
          3.ครูผู้สอนให้ความรู้แก่ผู้เรียนเกี่ยวกับสีแต่ละสี
          4.ครูนำสื่อการสอนมาให้นักเรียนทดลอง        
5.ให้นักเรียนอ่านบัตรคำสั่ง บัตรเนื้อหา บัตรคำถาม และบัตรเฉลย ในศูนย์ที่ 1,2 และ 3
6.ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยการหมุนกล่องทฤษฎีสีที่ได้จัดเตรียมมาเป็นสื่อการเรียนการสอนในเนื้อหานี้ ซึ่งสื่อการสอนนี้สามารถสอนได้หลายวิธีหลายแบบหลายอย่างในสื่อเดียว
          6.หลังจากนักเรียนได้ทำกิจกรรมทำ 3 ศูนย์แล้ว ให้ครูทดสอบนักเรียนโดยการสุ่มหมุนกล่องทฤษฎีสีหรรษาแล้วให้นักเรียนตอบ เช่น หมุนในด้านวงจรสี 12 สี หมุนตรงสีอะไร ก็ให้นักเรียนตอบให้ถูกต้อง หรือหมุนในด้านการผสมสีของแม่สี 3 สี ว่าแม่สี 2 สีที่เห็นนี้ผสมกันแล้วจะได้สีอะไร และ หมุนในด้านวงจรสี 12 สีอีกครั้ง หมุนตรงสีอะไร ให้นักเรียนตอบความหมายของสีนั้นๆได้ตรงตามที่กำหนดไว้
          7.ให้ผู้เรียนได้ทดลองในการหมุนกล่องสีด้วยตนเอง หรือสามารถบอกความรู้แก่เพื่อนๆได้     
ระยะเวลาในการจัดทำ          ประมาณ 1เดือน
งบประมาณที่ใช้จริง
          1.ค่ากล่องกระดาษ 10 บาท
          2.กระดาษสีแผ่นละ 3 บาท 12 แผ่น
          3.เหล็กที่ให้หมุนกระดาษ 20 บาท
          4.กระดาษแข็งและของตกแต่ง 100 บาท
          5.อื่นๆนอกจากนี้ ประมาณ 200 บาท
          รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 366 บาท
ขั้นตอนการผลิตสื่อนวัตกรรม 
  1.เริ่มจากการหากล่องกระดาษเพื่อมาทำสื่อการสอน เมื่อหาได้แล้วนำมาใช้สัก 1 กล่อง
  2. ซื้อฟิวเจอร์บอร์ดขนาดที่พอดีกับกล่อง
  3.ตัดเป็นรูปวงกลม
  4.ตัดกระดาษสี 12 สี เป็นรูป 3 เหลี่ยม 12 สีเท่าๆกัน
  5.ตัดกระดาษอีกแผ่นหนึ่งเป็น แม่สี 3 สีที่ผสมเป็นสีใหม่ 1 สี คือ สีแดง 2 อัน สีน้ำเงิน 2 อัน สีเหลือง 2 อัน และสีใหม่คือ สีม่วง สีเขียว สีส้ม ที่ขนาดจะใหญ่กว่าสีเดิม 2 เท่า
  6.ทากาวติดกระดาษสีกับตัวฟิวเจอร์บอร์ดทั้งสองแผ่น
  7. เคลือบแผ่นใสกันน้ำทั้งสองแผ่น
  8.เจาะรูของกระดาษให้เป็นรูปดังนี้ เจาะทั้งสองข้างของกล่อง
  9.นำแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดเข้าไปโดนมีไม้กั้นไว้สำหรับให้หมุนได้
  10.เอาจุกปิดตรงด้านนอกทั้งสองข้าง
  11.ตกแต่งให้สวยงาม
กระบวนการจัดทำ / การผลิต
ลักษณะภายนอกของสื่อการเรียนการสอน

การบรรจุซองสื่อการสอน
เมื่อเปิดซองออกมาดูจะพบสื่อการสอนอยู่ดังต่อไปนี้
- คู่มือครู 1 เล่ม
- คู่มือนักเรียน 1 เล่ม
- ซองแบบฝึกปฏิบัติ
- ซองข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน
- ซองศูนย์ที่ 1
- ซองศูนย์ที่ 2
- ซองศูนย์ที่ 3
ซองบรรจุสื่อการสอนต่างๆและคู่มือครู
ลักษณะภายในของสื่อการเรียนการสอน
คู่มือครู-คู่มือนักเรียน
ลักษณะของบัตรงาน
ส่วนประกอบศูนย์ที่ 1-ส่วนประกอบศูนย์ที่ 2-ส่วนประกอบศูนย์ที่ 3
แบบฝึกปฏิบัติ
ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน
ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน พิจารณา ผลดังตาราง


ประเด็นที่ต้องการวัด
การพิจารณา
ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 1ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 2ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 3
S  R


IOC
1. สื่องานชิ้นนี้ได้ส่งเสริมช่วยเหลือครูโดยตรง
2. สนับสนุนและส่งเสริมให้ครูใช้วิธีสอนที่หลากหลาย
3.ส่งเสริมให้ครูจัดกลุ่มนักเรียนในชั้นเรียนตามความสามารถ
4.การสอนโดยใช้ขั้นตอน ดังนี้ การใช้แบบฝึกหัดก่อน-หลัง
5.ส่งเสริมให้ครูนำผลการสังเกตการสอนมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการสอน
6.จัดรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับการใช้หน่วยการเรียนรู้ถูกต้อง
7.นักศึกษาได้ผลิตสื่อการสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหาและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
8.สื่อที่ผลิตสอดคล้องกับจุดประสงค์ในการผลิตสื่อนวัตกรรม
9.สื่อที่ผลิตได้แก้ปัญหาการเรียนที่เกิดกับนักเรียนได้
10.รูปแบบสื่อ และการใช้วัสดุที่นำมาใช้ นั้นเห็นเหมาะสม และนักเรียนให้ความสนใจ
+1
+1
+1

0

+1

+1

+1

+1

+1
+1
+1
+1
+1

+1

0

+1

+1

0

+1
+1
+1
+1
+1

+1

+1

+1

+1

+1

+1
+1
3
3
3

2

2

3

3

2

3
3
1.00
1.00
1.00

0.6

0.6

1.00

1.00

0.6

1.00
1.00
รวม9810278.8
E1 =      (Σ X/ N )/A   × 100 
E1    คือ   ประสิทธิภาพของกระบวนการ
ΣX    คือ   ผลรวมของคะแนนนักเรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียน
A     คือ   คะแนนเต็มของแบบวัด
N     คือ   จำนวนนักเรียน
การแทนค่าในสูตร
          E1=(27/3)/30× 100
              =    30
ค่า IOC มีค่า -1 ถึง 1 คำถามที่ดีควรมีค่า IOC เข้าใกล้ 1 ถ้าต่ำกว่า 0.5 ควรปรับปรุงแก้ไข
ในการทดสอบประสิทธิภาพชุดการสอนวิชา ศิลปะเรื่อง “ทฤษฎีสีหรรษา” แบบเดี่ยว (1:1) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 3 คน ได้ผลการทดสอบ ดังนี้


ผู้เรียน

คะแนนกิจกรรม
คะแนนสอบก่อนเรียน
(10)
คะแนนสอบหลังเรียน
(10)

ศูนย์ที่ 1
(3)

ศูนย์ที่ 2
(3)

ศูนย์ที่ 3
(3)
คะแนนรวม
(9)
132381010
23339810
333391010
รวม262830
เฉลี่ยร้อยละ28.928.0030.00
 ในการทดสอบแบบกลุ่มชุดการสอนนี้มีประสิทธิภาพ 28.9/30
E1=(26/3)/27× 100 
    =   32
E2 =(28.9/3)/27× 100 
     =  32.1
 ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิต และการแก้ไขปัญหา
                ปัญหา ไม่ค่อยมีเวลาในการจัดทำสื่อการเรียนการสอน
                การแก้ไขปัญหา จัดสรรแบ่งเวลาให้ได้และสามารถทำงานเสร็จทันเวลาและพยายามทำสื่อให้น่าสนใจ
http://gotoknow.org/blog/techer01/364124


นวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาศิลปะ  เรื่องทัศนศิลป์ นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสอนของครู ซึ่งได้ผ่านการทดลองใช้  ปรับปรุง  และหาประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว  ซึ่งในบทเรียนประกอบด้วยห้าเรื่องหลักได้แก่ วาดเส้น สีน้ำ สีพาสเทล ลายไทย จิตกรรมไทย นอกจากนี้ยังมีแบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน  สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เนื้อหาสาระ รวมทั้งโปรแกรมต่างๆจะช่วยให้ครูผู้สอนสามารถ
ถ่ายทอดเนื้อหาประกอบกับการให้นักเรียนได้ฝึกทักษะพื้นฐานก่อนนำไปปฏิบัติจริง  จัดเป็นการวางแผน
การทำงานอย่างประหยัด  เร้าความสนใจให้กับนักเรียน  สามารถรวบรวมแหล่งศิลปะต่างๆมาไว้ในห้องเรียน ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่า  ถ่ายทอดความรู้สึก  ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ  ชื่นชมและประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวันได้
 
 
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ใช้โปรแกรมPowerPoint ในการออกแบบและไม่ได้มีจุดประสงค์ทางการค้าใดๆทั้งสิ้น
หากท่านสนใจคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนท่านสามารถลงที่อยู่ E-mailไว้ด้านล่างในช่องแสดงความคิดเห็น หรือส่งemail มาโดยตรงได้ที่  daylight.fst(at)gmail.comเราจะส่งไปให้ท่านโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ
 
ตัวอย่างปกCDคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
 
 
ตัวอย่างเนื้อหาบางส่วนในCD
 
 
 ทุกความคิดเห็นของท่านเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป ขอขอบคุณครับ
http://manit2008.exteen.com/20080922/entry-5
 

นวัตกรรม ชุดการสอน อกษรสูง






ชุดสื่อและอุปกรณ์

๑. ผังความคิด

๒. แถบผันคำอักษรสูง

๓. รูปภาพแทนตัวอักษร

๔. ตัวอักษร หมวดอักษรสูง

๕. ปริศนาคำทาย
คำชี้แจงสำหรับครู

๑. จัดชั้นเรียน โดยแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น ๕ – ๖ คน ต่อ ๑ กลุ่มหรือตามแถวที่นั่ง
๒. ครูตั้งคำถามว่า อักษรไทยมีทั้งหมดกี่ตัว และแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม อักษรกลาง อักษรต่ำและอักษรสูงมีกี่ตัวๆอะไรบ้าง ให้นักเรียนตอบคำถามโดยสุ่มถามเป็นรายบุคคล ในกลุ่มต่าง ๆ

๓. อธิบายใบงานที่ ๑ ให้นักเรียนเข้าใจ จากนั้นจึงให้ทำใบงานที่ ๑ ให้เสร็จภายใน ๕ นาที

๔. ครูนำรูปภาพแทนตัวอักษรสูง ติดบนกระดานจนครบ โดยการตั้งคำถาม ปริศนาเกี่ยวกับอักษรทั้ง ๑๑ ตัว
๕. ครูแจกใบงานที่ ๒ ให้เขียนตัวอักษรสูงทั้ง ๑๑ ตัว

๖ . ครูอธิบายแถบคำการผันอักษรสูง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มฝึกปฏิบัติผันคำอักษรสูงประมาณ ๑๐ นาที


๗. ครูนำตัวอักษรจากชุดสื่อการสอน มาตั้งหน้าชั้นเรียน แล้วให้นักเรียนอ่านทวนทีละตัว

๘ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปบทเรียน โดยใช้ เพลงผันอักษรสูง และบทร้อยกรอง

การวัดผล/ประเมินผล
๑. สังเกตจากการหาอักษรสูง และการผันอักษรสูง
๒. สังเกตจากพฤติกรรมรายบุคคล
๓. ตรวจใบงาน

บทบาทของนักเรียน

๑. นักเรียนจัดชั้นเรียน นั่งตามแถวที่นั่ง หรือแบ่งเป็นกลุ่ม ๆละ ๕ – ๖ คน

๒. นักเรียนตอบคำถาม เกี่ยวกับตัวอักษรสูง โดยจะถูกสุ่มถามเป็นรายบุคคล
ในกลุ่มต่าง ๆ
๓. นักเรียนฟังครูอธิบายใบงานที่ ๑ ให้เข้าใจ จากนั้นจึงให้ทำใบงานที่ ๑ ให้เสร็จ
ภายใน ๕ นาที

๔.นักเรียนดูรูปภาพแทนตัวอักษรสูง ที่ครูนำมาติดบนกระดาน แล้วตอบคำถาม ปริศนาเกี่ยวกับอักษรทั้ง ๑๑ ตัว
๕. นักเรียนรับใบงานที่ ๒ แล้วจึงเขียนตัวอักษรสูงทั้ง ๑๑ ตัว ให้ถูกต้อง
๖. นักเรียนฟังครูอธิบายแถบคำการผันอักษรสูง จากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มฝึกปฏิบัติผันคำอักษรสูงประมาณ ๑๐ นาที

๗. นักเรียนดูตัวอักษรจากชุดสื่อการสอน ที่ครูนำมาตั้งหน้าชั้นเรียน จากนั้นนักเรียนอ่านทวนทีละตัว

๘. นักเรียนและครูช่วยกันสรุปบทเรียน โดยใช้ เพลงผันอักษรสูง และบทร้อยกรอง
 
 
การสร้างสื่อภาพเคลื่อนไหวภาพเคลื่อนไหว(Animation)

ภาพเคลื่อนไหว เป็นการทำให้วัตถุใดๆ เกิดการเคลื่อนที่ด้วยรูปแบบต่างๆ
กันบนจอภาพหลักการของอะนิเมชันอะนิเมชัน.....อาศัยปรากฏการณ์ทางชีววิทยาที่เรียกว่า
“ความต่อเนื่องของการมองเห็น” ร่วมกับการทำให้วัตถุมีการเคลื่อนที่ที่ความเร็วระดับหนึ่ง



จนตาของคนเรามองเห็นว่าวัตถุนั้นมีการเคลื่อนไหว ภาพแต่ละภาพที่นำมาทำอะนิเมชัน
เรียกว่าเฟรม (Frame)การเปลี่ยนแปลงภาพที่มองเห็นด้วยความรวดเร็วเป็นหลักการของ
อะนิเมชันการแสดงผลภาพในโทรทัศน์ 30 เฟรมต่อวินาที เป็นความเร็วที่ทำให้มองเห็น
การเคลื่อนไหวที่กลมกลืนถ้าเป็นภาพยนตร์จะบันทึกด้วยอัตรา 24 เฟรมต่อวินาทีแล้วฉาย
ภาพยนตร์ด้วยอัตรา 48 เฟรมต่อวินาที

วิธีการสร้างอะนิเมชัน ทำได้หลายวิธี– แบบเฟรมต่อเฟรม (Frame By Frame)–
แบบทวีนอะนิเมชัน (Tween Animation)– แบบแอ็คชันสคริปต์ (Action Script)
เฟรมต่อเฟรม (Frame By Frame)

..........เป็นการนำภาพมาใส่ไว้ในแต่ละเฟรมและทำการกำหนดคีย์เฟรม
(คีย์เฟรม คือ เฟรมที่ถูกกำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงของวัตถุเพื่อสร้างการเคลื่อนไหว)
ถ้ากำหนดคีย์เฟรมมีช่องว่างห่างกันเกินไป การเปลี่ยนแปลงของภาพที่ปรากฏออกมาจากเฟรมหนึ่ง
ไปยังอีกเฟรมหนึ่งก็จะช้าลง การสร้างเคลื่อนไหวแบบ Frame By Frame
เหมาะสำหรับภาพอะนิเมชันที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็ว หรืองานที่ซับซ้อนมากๆ
ทวีนอะนิเมชัน(Tween Animation)

..........Tween (ทวีน) ย่อมาจากคำว่า Between ซึ่งแปลว่า “ระหว่าง”การสร้างภาพแบบ
Tween เป็นการกำหนดคีย์เฟรมเริ่มต้นและคีย์เฟรมสุดท้าย จากนั้นให้โปรแกรมสร้าง
ความเปลี่ยนแปลงระหว่างเฟรมโดยอัตโนมัติ..........ทวีนอะนิเมชันแบ่งออกได้
เป็น 2 ประเภท คือ– Motion Tween หรือ Motion Path เป็นการเคลื่อนไหว
ที่มีการกำหนดการเคลื่อนที่ หมุน ย่อ หรือขยายไปตามเส้นที่วาดไว้
โดยที่รูปทรงวัตถุไม่มีการเปลี่ยนแปลง นิยมใช้มากที่สุด– Shape Tween
เป็นการสร้างภาพเคลื่อนไหวที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของวัตถุ จากรูปทรงหนึ่ง
ไปเป็นอีกรูปทรงหนึ่งโดยสามารถกำหนด ตำแหน่ง ขนาด ทิศทาง
และสีของวัตถุในแต่ละช่วงเวลาตามต้องการ นิยมใช้กับรูปวาดเท่านั้น

..........การสร้างภาพเคลื่อนไหวแบบ Tween ช่วยทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง
และมีการเคลื่อนไหวที่มีความนุ่มนวลมากกว่าแบบ Frame By Frame
แอ็คชันสคริปต์ (Action Script)

..........เป็นภาษาโปรแกรมที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบ
และสามารถโต้ตอบ (Interactive) กับผู้ใช้งานได้ โดย Action Script จะถูก
นำมาใช้เมื่อมีการกระทำเกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า เหตุการณ์ (Event) เช่น การคลิกเมาส์
หรือกดคีย์บอร์ด โดยจะนำ Action Script มาใช้โต้ตอบกับ Event นั้น เช่น สั่งให้แสดง Movie เป็นต้น

..........Action Script ไม่สนับสนุนออบเจ็กต์บางตัวที่ระบุอยู่บน Browser เช่น Document, Window, Anchor, Unicode เป็นต้น
เทคนิคในการสร้างอะนิเมชัน

- กำหนดลักษณะการเคลื่อนไหวที่ต้องการทั้งหมด
- เลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน
- กำหนดลำดับการแสดงผลของอะนิเมชันที่ต้องการ- ทดสอบแสงเงา
- ตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง- เพิ่มเทคนิคพิเศษต่างๆ และเพิ่มเสียงประกอบให้กับอะนิเมชัน

..........ในอดีตการสร้างอะนิเมชันจะใช้ในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูน
ซึ่งต้องใช้ฝีมือของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ตั้งแต่ออกแบบเนื้อเรื่อง
การวาดตัวการ์ตูน และสร้างเป็นอะนิเมชัน เรียกการสร้างอะนิเมชันแบบนี้ว่า
“เซลอะนิเมชัน (Cel Animation)”

..........ต่อมาได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างอะนิเมชันด้วยคอมพิวเตอร์ได้
เรียกอะนิเมชันที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ว่า “คอมพิวเตอร์อะนิเมชัน
(Computer Animation)”การใช้คอมพิวเตอร์จำลองส่วนต่างๆ
ของร่างกายเพื่อการศึกษามี 2 แบบ
– คีนิเมติก (Kinematic)
– มอร์ฟฟิ่ง (Morphing)
คีนิเมติก (Kinematic)

..........เน้นการเรียนรู้ลักษณะ กิริยาท่าทาง และการเคลื่อนไหวของโครงสร้าง
ส่วนที่มีการเชื่อมต่อกัน เช่น ท่าทางการเดินของมนุษย์ ซึ่งจะต้องทำการคำนวณตำแหน่ง
จุดหมุน ความเร็ว และความเร่งของการเคลื่อนที่ของข้อต่อต่างๆ ภายในร่างกายมนุษย์ เช่น การงอเข่า ส่ายสะโพก แกว่งไหล่ ผงกศีรษะ
เป็นต้น

.....โปรแกรม Fractal’s Poser เป็นโปรแกรมหนึ่งที่ใช้ในการสร้างรูปแบบร่างกายของมนุษย์ (ผู้ชาย ผู้หญิง ทารก และวัยหนุ่มสาว ในท่าทางต่างๆ กัน เช่น ท่าทางในการเดิน หรือเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ สร้างผิวในรูปแบบของกล้ามเนื้อ ความสัมพันธ์และข้อจำกัดของข้อต่อต่างๆ เช่น มือและช่วงแขนหรือข้อศอกที่ไม่สามารถพับไปด้านหลังได้ ซึ่งหลังจากที่มีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ แล้วจะให้คอมพิวเตอร์คำนวณผลลัพธ์และทำการสร้างภาพต่อไป
มอร์ฟฟิ่ง (Morphing)

..........เป็นเทคนิคพิเศษที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงภาพให้กลายเป็นวัตถุชนิดอื่นที่แตกต่างกันออกไป
โดยจะใช้เทคนิคนี้ได้ทั้งภาพนิ่งและอะนิเมชัน แต่บางครั้งการใช้งานเทคนิคนี้กับอะนิเมชันจะให้งานที่มีคุณภาพดีกว่า ตัวอย่างโปรแกรมลักษณะนี้ เช่น Avid’s Elastic Reality, Black Belt’s Winimages, Gryphon Software’s Morph, Human Software’s Squizz, Ulead’s Morphstudio. Jasc Paint Shop Pro และ Morph Man เป็นต้น
อะนิเมชัน 2 มิติ (2D Animation)

..........ในอดีตอะนิเมชันจะมีลักษณะ 2 มิติ และอยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์การ์ตูน เช่น
เรื่องโดราเอมอน ดราก้อนบอล สโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด ไลอ้อนคิง เป็นต้น
โดยภาพในแต่ละเฟรมจะสร้างด้วยวิธีการร่างภาพแบบเซลอะนิเมชัน

.........ในปัจจุบันนอกจากจะพบเห็นบนจอโทรทัศน์ และจอภาพยนตร์แล้ว
ยังพบได้ทั่วไปบนเว็บไซต์ต่างๆ เช่น เกมส์และภาพยนตร์การ์ตูนบน
เว็บไซต์อะนิเมชัน 2 มิติ (2D)

..........โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างอะนิเมชัน 2 มิติ เพื่อแสดงผลบนเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมาก
โปรแกรมหนึ่งก็คือ โปรแกรม Macromedia Flash
อะนิเมชัน 3 มิติ (3D Animation)

..........วิธีการสร้างนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากลักษณะของภาพ 3 มิติจะได้มาจากการคำนวณ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงค่าตัวเลขในขณะคำนวณจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะต่างๆ ของวัตถุ นอกจากนี้ความหนาแน่นของวัตถุ ทิศทางของแสง ตำแหน่งและทิศทางของกล้องถ่ายภาพ ก็ต้องกำหนดด้วยตัวเลขเช่นกัน สิ่งสำคัญที่จะต้องปฏิบัติคือ กำหนดคุณลักษณะต่างๆ ของวัตถุและลักษณะผิวของวัตถุให้เหมาะสมตามต้องการตั้งแต่เฟรมแรก โดยเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรต่างๆ สร้างพื้นผิวให้กับเฟรมถัดไป และตกแต่งแก้ไขในแต่ละเฟรมตามความเหมาะสม จากนั้นจึงกำหนดช่วงเวลาในแต่ละเฟรมเพื่อให้เป็นอะนิเมชันต่อไป

..........ปัจจุบันผู้พัฒนาหลายรายต้องการสร้างให้อะนิเมชัน 3 มิติมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด
เพื่อใช้ในการสร้างสภาวะเสมือนจริงที่เรียกว่า Virtual Reality (VR) ที่พบเห็นทั่วไปในการเล่นเกมส์
และจำลองการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆ
การแคปเชอร์ภาพอะนิเมชันและความต่อเนื่องของภาพ (Captured Animation And Image Sequences)

..........การเตรียมภาพสำหรับสร้างอะนิเมชันจะใช้กล้องวิดีโอ
ร่วมกับเทคนิคการสร้างภาพอะนิเมชัน โดยเก็บภาพอะนิเมชันแต่ละเฟรมลงบนแผ่นฟิล์มหรือวิดีโอเทป
โดยใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมทำหน้าที่ดังกล่าว เช่น โปรแกรม Premiere, AfterEffect, Jasc Animation Shop และ Director ซึ่งสามารถเลือกจัดเก็บภาพอะนิเมชันในแต่ละเฟรม และแสดงผลเพื่อตรวจสอบความต่อเนื่องของภาพได้ตามความต้องการ จากนั้นจึงจัดเก็บข้อมูลและลำดับการแสดงผลเป็นภาพวิดีโอแบบเอวีไอ (*.AVI) ที่ง่ายต่อการใช้งาน

..........สำหรับการสร้างอะนิเมชันโดยไม่อาศัยภาพจากกล้องดิจิตอล ก็สามารถทำได้โดยการวาดภาพด้วยวิธีเซลอะนิเมชัน แล้วสแกนภาพแต่ละเฟรมที่วาดผ่านทางเครื่องสแกนเนอร์ ซึ่งการตัดแต่งภาพแต่ละเฟรมค่อนข้างง่ายกว่าการถ่ายภาพนิ่งด้วยกล้องดิจิตอล และการจัดเก็บข้อมูลก็สามารถจัดเก็บได้โดยตรง ไม่ต้องถ่ายข้อมูลภายหลังเหมือนกล้องดิจิตอล แต่ต้องใช้เครื่องสแกนเนอร์ที่มีความละเอียดสูง เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดและสวยงาม

รูปแบบของไฟล์อะนิเมชัน (Animation File Format)GIF (Graphics Interlace File)-
ไฟล์ GIF หรือ กิฟอะนิเมชัน Gif Animation ได้รับความนิยมมากเนื่องจากประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ
โดยจะจัดเก็บภาพนิ่งเป็นลำดับต่อเนื่องกัน เหมาะกับการใช้งานบนเว็บไซต์ ปัจจุบันเว็บไซต์ทั่วไปสามารถแสดงผลภาพกิฟอะนิเมชันได้ทั้งสิ้น- Gif89a พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ.1989 เป็นรูปแบบหนึ่งของกิฟอะนิเมชัน มักจะเรียกกันว่า อะนิเมทเทดกิฟ (Animated Gif)- ปัจจุบันมีหลายโปรแกรมที่สนับสนุนการสร้างกิฟอะนิเมชัน เช่น โปรแกรม Animagic Gif, Premiere และ Flash ซึ่งสามารถจัดเก็บกิฟอะนิเมชันได้ทั้งสิ้น- มาตรฐานอะนิเมชันที่ผลิตในรูปแบบของวิดีโอ และภาพยนตร์เอวีไอ (AVI Movie) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยสามารถแก้ไข ผสมผสานกับคลิ๊ปอะนิเมชัน (Animation Clip) อื่นๆ เพิ่มเติมเทคนิคพิเศษ และเตรียมเป็นทรัพยากรสำหรับใช้งานในผลิตภัณฑ์มัลติมีเดียได้ อย่างไรก็ตามคลิ๊ปอะนิเมชันจะมีลักษณะเฉพาะบางอย่างมีผลต่อการใช้งาน โดยเฉพาะรูปแบบของการวาด ลักษณะรูปร่าง และพื้นผิวที่ราบเรียบของภาพอะนิเมชันอีกทั้งยังมีการสูญเสียของข้อมูลน้อยกว่าไฟล์วิดีโอ ตัวอย่างเช่น การแปลงไฟล์แบบเอวีไอเพื่อแสดงผลเป็นการ์ตูนกิฟอะนิเมชันและเพิ่มเติมเทคนิคให้อะนิเมชันแต่ละเฟรมแลดูมีเงาแสงใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ด้วยความละเอียด 256 สี หลังจากนั้นก็นำภาพแต่ละเฟรมมาจัดลำดับการแสดงผลด้วยโปรแกรม Animagic Gif และจัดเก็บอะนิเมชันในรูปแบบกิฟอะนิเมชันต่อไป พื้นที่ที่เก็บข้อมูลกิฟอะนิเมชันจะใช้เพียง 1.01 Mb เท่านั้น
JPG (Joint Photographer’s Experts Grop)- เป็นไฟล์ภาพที่ใช้งานบนระบบเครือข่าย มีโปรแกรมสนับสนุนในการสร้างจำนวนมาก สามารถเรียกดูได้กับ Graphics Browser ทุกตัว มักใช้ในกรณีที่ต้องการนำเสนอภาพที่มีความละเอียดสูง (สนับสนุนสีถึง 24 bit) ใช้กับภาพถ่ายที่นำมาสแกน มีระบบแสดงผลตั้งแต่ความละเอียดน้อยๆ และค่อยๆ ขยายไปสู่ความละเอียดสูง โดยผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการบีบอัดไฟล์ได้ตามต้องการ (ค่าของการบีบอัดไฟล์อยู่ระหว่าง 1-10) ไฟล์ที่ได้จึงมีขนาดเล็ก
แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่สามารถทำให้พื้นภาพโปร่งใสได้ และเมื่อมีการส่งภาพจาก
Server ไปแสดงผลที่ Client จะทำให้การแสดงผลภาพช้ามาก
เพราะต้องเสียเวลาในกาคลายไฟล์
ดังนั้นการเลือกค่าการบีบอัดไฟล์ ควรกำหนดให้เหมาะสมกับภาพแต่ละภาพ
PNG (Portable Network Graphics)- เป็นไฟล์ที่ทำพื้นภาพให้โปร่งใสได้
สนับสนุนสีได้ตามค่า
“True Color” (16 bit, 32 bit หรือ 64 bit) มีระบบแสดงผลตั้งแต่ความละเอียดน้อยๆ และค่อยๆ ขยายไปสู่รายละเอียดที่มีความคมชัดมากขึ้น (Interlace) โดยผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการบีบอัดไฟล์ได้ตามต้องการ ไฟล์ที่ได้มีขนาดเล็ก แต่หากกำหนดค่าการบีบไฟล์ไว้สูง ก็จะต้องใช้เวลาในการคลายไฟล์สูงตามไปด้วย- โปรแกรมสนับสนุนในการสร้างมีน้อย ไม่สามารถเรียกดูกับ Graphic Browser รุ่นเก่าได้ เป็นไฟล์ที่สนับสนุนเฉพาะ IE 4 และ Netscapeซอฟต์แวร์สำหรับเทคโนโลยีอะนิเมชันFlashPlayer เป็นโปรแกรมที่สามารถสร้างภาพมัลติมีเดียที่ทำให้ Browser รู้จักกับไฟล์ได้ สามารถใช้งานบน Opera BrowserFlash โปรแกรมสำหรับสร้างงานทางด้านสื่อที่หลากหลายทั้งภาพและเสียง เช่น สร้างภาพกราฟิก สร้างงานอะนิเมชัน สร้างภาพเคลื่อนไหวให้กับงาน สร้างงานอินเตอร์แอ๊กทีฟ(Interactive) ให้สามารถโต้ตอบได้

.....Shockwave เป็นโปรแกรมที่สามารถแสดงกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง รวมทั้งสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้
.....Macromedia Director เป็นโปรแกรมที่สามารถสร้างไฟล์ข้อมูลสำหรับเล่นกับปลั๊กอินได้
.....Macromedia Flash เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการสร้างสื่อมัลติมีเดีย กราฟิกสำหรับงานเว็บ
.....TrueSpace โปรแกรมสร้างรูปทรง 3 มิติ สามารถใช้สร้างรูปมนุษย์ ใบหน้า อารมณ์ต่างๆ และการวดรูปทรงเรขาคณิตได้
......Easy Gif Animator โปรแกรมช่วยทำภาพ
.....Gif Animation สามารถฟรีวิวภาพตัวอย่าง และสามารถกำหนดรายละเอียดของภาพในแต่ละเฟรมได้Cad4 โปรแกรมสำหรับงานออกแบบภายใน เช่น อาคาร บ้านเรือน โรงงาน เป็นต้น
.....3D Browser Light โปรแกรมช่วยในการทำงานกับไฟล์ภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ2
.....0-Sim Pro Viewer โปรแกรมสร้างภาพเสมือนและจำลองระบบการทำงานต่างๆ ด้านวิศวกรรม
.....Mosaic Magic โปรแกรมสร้างภาพโมเสก
.....Font FX เป็นโปรแกรมสำหรับสร้างภาพอะนิเมชัน
.....SWISH โปรแกรมสร้างเว็บเพจในรูปแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ (Interactive) เช่นเดียวกับ FlashFlying Pop Corn 2001 โปรแกรมสร้างภาพเคลื่อนไหว มีเครื่องมือที่เหมาะแก่การใช้งาน
.....3D Canvas เป็นโปรแกรมสร้างภาพ 3 มิติ แบบเรียลไทม์
.....Moho โปรแกรมสร้างการ์ตูนหรืออะนิเมชันในรูปแบบ 2 มิติ.
....CADMAX Solid Master โปรแกรมออกแบบจำลองทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ
.....SendPic เป็นโปรแกรมสำหรับดัดแปลงคุณลักษณะต่างๆ ของรูปภาพ
.....Famous3dproducer โปรแกรมสำหรับการสร้างภาพอะนิเมชันแบบเหมือนจริง
.....Xara X เป็นโปรแกรมที่สามารสร้าง Vector Graphic ได้
.....CoffeeCup Firestarter เป็นโปรแกรมที่สำหรับสร้าง
.....Flash Animation3D Explortion โปรแกรมสำหรับสร้างภาพ 3 มิติ
.....Adobe Atmosphere โปรแกรมออกแบบภาพกราฟิกแบบ 3 มิติ
.....Design CAD เป็นโปรแกรมออกแบบสิ่งพิมพ์และงานมัลติมีเดียต่างๆ ประเภท
.....Cad/CamBabarosa โปรแกรมช่วยสำหรับการสร้างภาพ Gif Animation หรือทำแบนเนอร์บนเว็บ
อะนิเมชันบนระบบเครือข่าย- การใช้ภาพอะนิเมชันบนระบบเครือข่าย สามารถช่วยสรุปความคิด จินตนาการมาเป็นข้อมูลที่สื่อสารได้ง่าย สร้างระบบการถ่ายทอดที่มีความเด่นชัด แปลความหมายได้อย่างรวดเร็ว สร้างระบบการเรียนรู้ แนวคิดใหม่ๆ ค่านิยมทางความคิดที่งดงาม ความเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจและสังคม จะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้เข้าชมได้โดยการนำมาภาพอะนิเมชันเข้าไปในเว็บเพจ แต่ต้องระวังเรื่องขนาดของไฟล์ที่จะนำมาใช้ เนื่องจากหากเป็นภาพที่มีขนาดใหญ่จะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บเป็นจำนวนมาก และจะทำให้ใช้เวลาในการดาวน์โหลดภาพอะนิเมชันนานเกินไป- สิ่งสำคัญที่ตามมาก็คือ เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล ซึ่งการบีบอัดทำให้สามารถรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และใช้พื้นที่ในการจัดเก็บไฟล์น้อยลง โดยไฟล์ที่นิยมใช้บนระบบเครือข่าย คือ GIF Animation, JPG และ PNG
อาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานอะนิเมชัน- งานภาพยนตร์และโทรทัศน์ เป็นการที่นำงานอะนิเมชันไปใช้มากที่สุด เช่น ภาพยนตร์ที่ใช้ Computer Graphic หรือการใส่ Special Effect ต่างๆ ลงในภาพยนตร์- งานพัฒนาเกมส์ ในปัจจุบันจะเห็นว่าเกมส์คอมพิวเตอร์ส่วนมากจะเป็นเกมส์ 3 มิติ ดังนั้นงานด้านนี้ก็ถือว่าเป็นงานที่มีความน่าสนใจด้านหนึ่ง- งานสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง จะมีความสะดวกมากข้นหากใช้อะนิเมชันมาช่วย เนื่องจากงานออกแบบเป็นงานที่ต้องการความละเอียดและมีความซับซ้อนมาก เช่น งานเขียนแบบอาคาร งานตกแต่งภายใน เป็นต้น- งานด้านวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันงานด้านวิทยาศาสตร์ได้มีความก้าวหน้าไปมาก ดังนั้นเครื่องมือแบบเก่าจึงไม่สามารถรองรับการค้นคว้าความรู้ใหม่ๆ ได้ เช่นการสร้างโมเดลจำลองเพื่อให้เป็นภาพต่างๆ ที่เกิดจากการสมมติฐาน- งานพัฒนาเว็บไซต์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งจากการใช้งาน 3 มิติบนเว็บไซต์สามารถใช้ดึงดูดความสนใจให้มีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ได้เป็นจำนวนมาก